โรคตาแห้ง (Dry Eyes)

โดย...พญ.สุชีรา ตติเวชกุล จักษุแพทย์และผู้เชี่ยวชาญด้านกระจกตา


          เคยรู้สึกตาแห้ง ตาพร่ามัวหรือฝืดเคืองตา คล้ายมีเศษผงในตา ตาสู้แสงไม่ได้ จนถึงมองภาพไม่ชัด ต้องกระพริบตาถี่ ๆ กันบ้างไหมคะ ถ้ามีอาการดังกล่าว แสดงว่าคุณกำลังมีอาการตาแห้ง แล้วล่ะค่ะ มารู้จักโรคตาแห้งกันค่ะ...



โรคตาแห้ง (Dry Eyes)
          ตาแห้ง คือ การที่ปริมาณน้ำตาที่มาหล่อเลี้ยง ให้ความชุ่มชื่นกับดวงตา เคลือบกระจกตาดำไม่พอ พบในผู้ป่วยทุกเพศและทุกวัย แต่มักพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย และพบมากขึ้นตามวัย โดยเฉพาะในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน

โรคตาแห้งเกิดจากอะไร...
          ในผู้หญิงวัยหมดประจำเดือน ตาแห้งเป็นผลมาจากระดับฮอร์โมนที่ลดลง ทำให้สารคัดหลั่งต่าง ๆ ในร่างกาย รวมทั้งน้ำตาก็ลดปริมาณลงไปด้วย นอกจากนี้ อาการดังกล่าวยังเกิดได้จากอีกหลายสาเหตุ ดังนี้

  • ภาวะที่ทำให้เส้นประสาทรับความรู้สึกที่ตาลดลง เช่นการใส่คอนแทคเลนส์ที่ไม่มีคุณภาพ, การผ่าตัดกระจกตาหรือเปลี่ยนกระจกตา, การอักเสบของกระจกตาจากเชื้อเริม, โรคเบาหวาน รวมถึงการเป็นอัมพฤกษ์ที่ใบหน้าด้วย
  • โรคบางชนิด ซึ่งก่อให้เกิดการอักเสบกับเยื่อบุตา แล้วมีการทำลายต่อมสร้างน้ำตา เช่น กลุ่มอาการแพ้ยา Stevens- Johnson syndrome, ริดสีดวง, สารเคมีเข้าตา เป็นต้น
  • โรคทางกายบางอย่างที่ทำให้การสร้างน้ำตาลลดลง ได้แก่ โรคที่ผิดปกติทางภาวะภูมิคุ้มกัน (Autoimmune) เช่น โรค Sjogren’s Syndrome ซึ่งมีอาการตาแห้ง ร่วมกับข้ออักเสบและปากแห้ง, โรค SLE, โรคผิวหนัง Rosacea เป็นต้น
  • การใช้ยาบางชนิด เช่น ยาแก้แพ้ ยาคุมกำเนิด ยานอนหลับ ยาลดความดันโลหิตบางชนิด
  • การทำงานของเปลือกตาบกพร่อง เช่น หลับตาไม่สนิทกระพริบตาน้อย เปลือกตาผิดรูป
  • สภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม เช่น อยู่ในห้องปรับอากาศ ที่มีอากาศแห้ง หรือมีฝุ่นควัน ลม และแดดจ้า
  • อาชีพที่ต้องใช้สายตาจ้องเป็นเวลานาน เช่น พนักงานคอมพิวเตอร์

ในน้ำตามีอะไร...
          น้ำตาประกอบด้วยองค์ประกอบหลัก 3 ส่วน คือ


  1. ไขมัน (Lipid) ทำหน้าที่ป้องกันการระเหยของน้ำตาออกไป
  2. น้ำ (Aqeous) ทำหน้าที่นำสารอาหารไปเลี้ยงที่กระจกตา
  3. มิวซิน (mucin) ช่วยให้น้ำตาสามารถเคลือบอยู่บนผิวกระจกตาได้นานขึ้น

น้ำตาไม่ได้มีไว้แก้ปัญหาใจเท่านั้นนะคะ แต่...
          น้ำตามีความจำเป็นต่อดวงตาอย่างมาก เนื่องจากในภาวะปกติ น้ำตาทำหน้าที่ในการเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับดวงตา ฉาบผิวหน้าของกระจกตาให้เรียบ ทำให้มีการหักเหของแสงที่สม่ำเสมอส่งผลให้ตามองเห็นภาพได้อย่างชัดเจน และยังช่วยนำสารอาหารและออกซิเจนมาเลี้ยงกระจกตา นอกจากนี้ยังทำหน้าที่ช่วยป้องกันการติดเชื้อและชะล้างสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามาในตาอีกด้วย

ตาแห้งแล้วมีผลเสียอย่างไร อันตรายแค่ไหน ?
          โรคตาแห้งส่วนใหญ่ญไม่เป็นอันตราย เพียงสร้างความรำคาญแก่ ผู้ป่วยเท่านั้น แต่รายที่รุนแรง จะส่งผลให้ผิวกระจกตาไม่เรียบ ผู้ป่วยจะมองเห็นภาพไม่ชัด และมีโอกาสติดเชื้อที่กระจกตาหรือส่วนต่าง ๆ ของลูกตาได้ง่ายกว่าคนทั่วไป

ตาแห้งรักษาอย่างไร ?
          ถ้าอาการตาแห้งเกิดเนื่องจากอายุที่มากขึ้น คงจะหลีกเลี่ยงกันไม่ได้ค่ะ แต่ถ้าเกิดจากปัจจัยอื่น ๆ อาจสามารถป้องกันได้ การรักษามีหลายวิธี ที่สามารถปฏิบัติเองได้ง่าย ๆ จนถึงต้องพบจักษุแพทย์

วิธีการรักษา มีดังนี้

  1. ลดการระเหยของน้ำตาให้น้อยลง เป็นวิธีที่ง่ายและได้ผลดี คือ หลีกเลี่ยงการปะทะโดยตรงกับแดดและลม โดยสวมแว่นกันแดดเมื่ออยู่กลางแจ้ง โดยเลือกแว่นขนาดใหญ่ที่มีขอบด้านข้าง เพื่อช่วยลดการระเหยของน้ำตา รวมถึงไม่นั่งในที่ที่ลมพัดหรือแอร์เป่าใส่หน้า
  2. หลีกเลี่ยงสถานที่ที่มีอากาศแห้ง และเย็นจัด เช่น ห้องปรับอากาศ ตลอดจนหลีกเลี่ยงบริเวณที่มีฝุ่นละออง และควันต่าง ๆ เช่น บุหรี่ ซึ่งจะทำให้เกิดการระคายเคืองตา
  3. พักผ่อนให้เพียงพอ การนอนไม่พออาจทำให้ตาแห้งได้
  4. กระพริบตาถี่ ๆ หรือพักการใช้สายตา เมื่อต้องทำงานใช้สายตาต่อเนื่องเป็นเวลานาน เนื่องจากทุกครั้งที่กระพริบตา เปลือกตาจะ รีดผิวน้ำตาให้มาฉาบผิวกระจกตา แต่ถ้าในขณะที่จ้องหรือเพ่ง ตาจะลืมค้างไว้นานกว่าปกติ น้ำตาก็จะระเหยออกไปมาก ทำให้ตาแห้งเพิ่มขึ้น จึงควรพักสายตา โดยการหลับตา กระพริบตา หรือลุกขึ้นเปลี่ยนอิริยาบถ ประมาณ 2-3 นาที ในทุกครึ่งชั่วโมง
  5. การรักษาด้วยวิธีใช้น้ำตาเทียม เวลาในการหยอดตาจะขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการตาแห้ง ผู้ป่วยที่ตาแห้งน้อย หยอดยาไม่เกินวันละ 4 ครั้ง สามารถใช้ยาหยอดตาชนิดขวดที่มีสารกันบูดได้ กรณีผู้ป่วยที่ตาแห้งมาก และหยอดตามากกว่าวันละ 6 ครั้ง จักษุแพทย์จะสั่งน้ำตาเทียมชนิดพิเศษที่ไม่มีสารกันบูด (Preservative-Free Tear) ให้ใช้แทน แต่เมื่อเปิดใช้แล้วต้องใช้ให้หมดภายใน 24 ชั่วโมง หากใช้นานกว่านี้ อาจจะเกิดการปนเปื้อนของเชื้อโรคได้
  6. ใช้ยาหยอดลดการอักเสบของตา ในรายที่มีการอักเสบของเยื่อบุตาร่วมด้วย
  7. ยากดภูมิต้านทาน (Cyclosporine) สามารถนำมาใช้กับผู้ที่มีอาการตาแห้งรุนแรงปานกลาง จนถึงรุนแรงมากได้
  8. การอุดรูระบายน้ำตา สำหรับผู้ที่มีอาการตาแห้งอย่างรุนแรง จักษุแพทย์จะใช้วิธีอุดรูระบายน้ำตาเพื่อขังน้ำตาที่มีอยู่ให้หล่อเลี้ยงตาอยู่ได้นาน ๆ โดยวิธีการมีทั้งการอุดแบบชั่วคราว และแบบถาวร ทั้งนี้จะใช้วิธีใดขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของผู้ป่วยแต่ละราย

          ถึงแม้โรคตาแห้งจะเป็นโรคที่ไม่สามารถทำอันตรายให้แก่ผู้ป่วยจนถึงขั้นสูญเสียชีวิต แต่ก็เป็นโรคที่รบกวนการดำเนินชีวิตประจำวันของผู้ป่วยเป็นอย่างมาก รู้อย่างนี้แล้ว ก็อย่าลืมดูแลตัวเองไม่ให้เป็นโรคตาแห้งจะดีกว่านะคะ

   

สาระน่ารู้