เรื่องเล่าประทับใจ

คุณตาผู้ชรากับแขนขาพิการ...บทความโดย นพ.พรเทพ พงศ์ทวิกร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลบ้านแพ้ว

  

“เคยถามตัวเองไหมครับว่าต้องเสียขาสองข้าง กับตาบอดสองข้างจะเลือกแบบไหน” หรือแม้แต่เสียงแขนทั้งสองข้างกับตาบอดจะเลือกอะไร ผมเชื่อว่า เราทุกคนยอมเสียแขนเสียขา แต่ไม่อยากตาบอด ถึงจะเดินไม่ได้แต่ก็ยังอยากมองเห็น

     วันหนึ่งผมเจอคุณตาท่านหนึ่งอายุ 71 ปี ญาติพามาหาผมในสภาพตัวหงิกงอ แขนและขาทั้งสองข้างขยับไม่ได้จากการเป็นอัมพาตเป็นเวลาหลายปี แม้ว่าคุณตาจะพูดช้าแต่ถือว่าสมองรับรู้ดีทีเดียว ที่มาเจอกันเพราะคุณตาแกบ่นว่ามองไม่เห็น ซึ่งในรายนี้ผมประหลาดใจครับ เพราะปกติแล้วหลายคนอาจจะคิดว่ามองไม่เห็นก็ช่างปะไร เพราะอย่างไรคุณตาก็ต้องนอนติดเตียงมีคนป้อนข้าวป้อนน้ำอยู่แล้ว ไม่เห็นต้องใช้ตาเลย ก็เลยไม่เคยเห็นญาติพามาครับ จากการตรวจโดยละเอียดพบว่าการมองเห็นแย่มากเกือบเรียกว่าบอด และพบต้อกระจกที่สุกมากทั้งสองตา คุณตาไม่ลังเลที่จะให้เราทำการผ่าตัดให้ หลังการผ่าตัดตาแรกคุณตามองเห็นดีมากและดูแกมีความสุขทันที่หลังจากที่ตาที่มืดบอดกลับมามองเห็น และที่สำคัญแกยังบอกอยากผ่าตัดอีกข้างให้มองเห็นทั้งสองตา วันนี้ ผมเห็นร้อยยิ้มของคนคนหนึ่งที่ครั้งหนึ่งเคยสิ้นหวังเพราะเดินไม่ได้จนต้องกลายเป็นคนติดเตียงกลับมามีความสุขเพียงเพราะเขาได้กลับมามองเห็นอีกครั้ง

     แม้ว่า การสูญเสียแขนหรือขามันน่ากลัว แต่การอยู่โดยมองไม่เห็นมันน่ากลัวกว่า อย่าปล่อยให้ใครต้องตาบอด อีกต่อไป....

     “มาร่วมกันทำความดี (ให้) คนมองเห็น”


กินข้าวกับน้ำตา...บทความโดย นพ.พรเทพ พงศ์ทวิกร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลบ้านแพ้ว

  

     เคยถามตัวเองไหมว่าถ้าโดนปิดตาทั้ง 2 ข้าง ซัก 5 นาทีจะเป็นอย่างไร หลายคนตอบว่าเฉยๆ และถ้าปิดตา 2 ข้างนาน 1 วัน บางคนอาจหงุดหงิดเล็กน้อย และถ้าปิดตา 2 ข้างนาน 1 ปีแล้ว หลายคนบอกว่าขอตายเลยดีกว่า แต่มีคุณยายท่านหนึ่งที่ผมเจอท่านมองไม่เห็นมานานถึง 10 ปี

     ผมเจอคุณยายท่านนี้ ตอนไปผ่าตัดต้อกระจกที่จังหวัดกำแพงเพชรเมื่อหลายปีก่อน ยายอายุ 70 กว่าๆ ต้องมีคนจูงมาตรวจ เนื่องจากยายมองไม่เห็นทั้งสองข้าง ที่จำได้แม่นเพราะญาติยายบอกว่า ยายต้องกินข้าวกับน้ำตามานาน 10 ปี ตอนแรกเข้าใจว่าฟังผิด แต่ญาติบอกว่าเวลากินข้าวร้องไห้ตลอดเนื่องจากมองไม่เห็น ญาติต้องจับมือยายให้ใช้ช้อนเคาะจานข้าวตัวเองแล้วไปเคาะจานกับข้าว เพื่อกะระยะได้ ยายทรมานมองไม่เห็นต้องกินข้าวกับน้ำตามานานร่วม 10 ปี ผมได้ทำการผ่าตัดต้อกระจกให้กับยายไป รุ่งเช้าตรวจหลังผ่าตัด ภาพที่ผมเห็นทำให้ผมประทับใจมาก จากยายที่ต้องมีคนจูงวันนี้ยายมองเห็น และเดินตรงเข้ามาสวัสดีผมด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มและผมที่หวีจนเรียบแปล้ บอกถึงว่าวันนี้ยายน่าจะมีความสุขมากวันหนึ่ง และวันนี้จะเป็นวันแรกที่ยายไม่ต้องกินข้าวกับน้ำตาอีกต่อไป

     “ผมเชื่อว่าในชนบทของประเทศไทย เรายังมีตายายที่ต้องทนทุกข์ทรมานจากภาวะตาบอดเช่นคุณยายท่านนี้อีกจำนวนมาก สำหรับคนที่มีโอกาสอย่างเราต้องช่วยกันและไม่ทอดทิ้งคนเหล่านี้”


คุณตาข้างเสาไฟฟ้า...บทความโดย นพ.พรเทพ พงศ์ทวิกร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลบ้านแพ้ว

  

     ใครจะเชื่อว่าคนที่ไม่น่ามีโอกาส แต่กลับได้รับโอกาส......

     วันหนึ่งผมถูกตามไปตรวจตาให้กับคุณตาท่านหนึ่ง ท่านนั่งอยู่นิ่งๆ บนรถเข็นโดยมีสายตาที่เหมอลอยมองไม่เห็นทั้ง 2 ข้าง ไม่เพียงแต่มองไม่เห็น คุณตายังหูตึงไม่ได้ยินเสียงอีกด้วย เมื่อตรวจโดยละเอียดพบว่าคุณตาเป็นต้อกระจกสุกมากทั้ง 2 ข้าง เมื่อผมสอบถามหาญาติ ปรากฏว่าคุณตาไม่มีญาติ มีเพียงผู้ที่พามาเป็นหญิงสาวอายุประมาณ 30 ต้นๆ ซึ่งได้เล่าให้ฟังว่าคุณตาไม่มีลูกหลาน ไม่มีบ้าน เห็นอาศัยอยู่ในเพิงข้างเสาไฟฟ้าในซอยสุขสวัสดิ์มาเป็นเวลานานแล้ว จนผู้คนในซอยชินตา วันหนึ่งคนในซอยสังเกตว่าคุณตาตกท่อเป็นประจำ จึงได้รู้ว่าแกตาบอด ด้วยความสงสารจึงได้พามาแกมาตรวจที่โรงพยาบาลบ้านแพ้ว….คุณตาจำเป็นต้องได้รับการผ่าตัด เพื่อให้กลับมามองเห็นได้อีกครั้ง แต่ผลการผ่าตัดคงไม่สามารถดีได้ หากไม่ดูแลแผลผ่าตัด ไม่ให้เกิดการติดเชื้อ ผู้หญิงคนดังกล่าวจึงได้หารือคนในซอยเพื่อช่วยคุณตา และได้เล่าให้ฟังว่าคนในซอยจะรวบรวมเงินกัน เพื่อจ้างคนดูแลคุณตาหลังผ่าตัด ผมได้ฟังแล้วถึงกับน้ำตาไหล คิดตลอดว่าบ้านแพ้วถึงจะมีทีมผ่าตัดที่เก่งเพียงไร แต่ถ้าไม่มีคนใจบุญเหล่านี้ คุณตาท่านนี้คงจะไม่ได้รับการผ่าตัดในวันนั้น .....คุณตาผู้ซึ่งไม่น่ามีโอกาส กลับได้รับโอกาสที่กลับมามองเห็นอีกครั้ง....

     “ร่วมสร้างโอกาสให้กับคนที่อาจไม่มีโอกาส ร่วมทำดีให้คน (มอง) เห็น”


วีรชน...เด็กสุดทน...บทความโดย นพ.พรเทพ พงศ์ทวิกร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลบ้านแพ้ว

  

     บางครั้งการมีโอกาส แต่ไม่ทันเวลาก็อาจไม่ได้รับโอกาส...

     ด้วยสัญชาตญาณของความเป็นแม่ น้องวีรชน เด็กชายชาวกระเหรี่ยงอายุเพียง 6 เดือน ที่แม่พยายามดั้นด้นจากชายแดนพม่าพามาถึงโรงพยาบาลบ้านแพ้ว เพื่อหวังความช่วยเหลือจากทีมจักษุแพทย์ให้ตรวจตาน้อง ที่มีจุดขาวๆ บนตาดำมาแต่กำเนิด

     น้องวีรชน เป็นโรคต้อกระจกชนิดสุกแต่กำเนิดทั้ง 2 ข้าง หากทิ้งไว้ไม่ผ่าตัดแก้ไขใดๆ โดยเฉพาะในช่วงแรกของชีวิตที่ประสาทตาจำเป็นต้องได้รับการกระตุ้นให้เร็วที่สุด อาจส่งผลให้ไม่สามารถมองเห็นได้อีกตลอดชีวิต

     น้องวีรชน ได้รับการดูแลจากทีมจักษุแพทย์ ทีมกุมารแพทย์ และทีมวิสัญญีแพทย์ของโรงพยาบาลบ้านแพ้ว โดยได้รับการผ่าตัดตาต้อกระจกตอนอายุ 9 เดือน แม้การผ่าตัดและดูแลเด็กเล็กมากจะยากเย็นแค่ไหน แต่ด้วยความเชี่ยวชาญของทีมแพทย์ ผลการผ่าตัดก็สำเร็จด้วยดี สามารถเอาต้อกระจกออกและเด็กน้อยปลอดภัย และด้วยความอุตสาหะของพ่อและแม่ แม้เป็นชาวกระเหรี่ยงแกก็ยังสามารถนำเด็กมาเข้ารับการตรวจอย่างต่อเนื่อง หลังผ่าตัดวีรชนต้องใส่แว่นหนาเตอะตลอดเวลา จนกระทั่งได้รับการผ่าตัดเพื่อฝังเลนส์แก้วตาเทียมอีกครั้งเมื่อตอนอายุ 3 ขวบ

     วันนี้ วีรชนอายุ 6 ขวบ เป็นเด็กร่าเริง อารมณ์ดี วิ่งเล่นไปมาเมื่อมาตรวจ มองเห็นได้ดี ได้ไปโรงเรียนและพูดภาษาไทยได้

     ถ้าวันนั้นวีรชนไม่ได้รับโอกาสรักษาได้ทันเวลา วันนี้เราอาจมีเด็กอีกหนึ่งคนที่ต้องตาบอดอยู่ในโลกมืดตลอดไป... โลกที่เด็กน้อยจะสัมผัสได้เพียงแค่เสียงเท่านั้น....



© 2018 Banphaeo General Hospital [BGH] | 198 Moo 1 Banphaeo, Banphaeo, Samutsakhon 74120 Call Center : 034-419555-6